วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

ใครว่าพระเจ้าไม่มี

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน 

ความเชื่ออย่างหนึ่งที่มีอยู่ในความคิดจิตใจของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือความเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงแม้มนุษย์จะมองไม่เห็นพระองค์ก็ตาม

          สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์กุรอาน ก่อนวิญญาณจะถูกส่งมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้ พระเจ้าได้ให้วิญญาณทั้งหมดยืนยันกับพระองค์ก่อนว่าพระองค์เป็นพระเจ้าของพวกมัน หลังจากดวงวิญญาณทั้งหมดยอมรับแล้ว วิญญาณเหล่านั้นได้ถูกทยอยส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้

 แต่เนื่องจากมนุษย์มีภาษาพูดที่แตกต่างกัน ดังนั้น พระเจ้าจึงถูกมนุษย์เรียกในภาษาที่ต่างกัน เช่น  God ในภาษาอังกฤษ  ตุฮันในภาษามลายู คุดาห์ในภาษาเปอร์เซียและอุรฺดู ชินในภาษาญี่ปุ่น พรหมในภาษาสันสกฤต เยโฮวาห์ในภาษาฮิบรู อะฮูรามาซดะในคัมภีร์ศาสนาโซโรแอสเตอร์ และ อัลลอฮฺในภาษาอาหรับ เป็นต้น

          ด้วยภาษาต่างๆดังกล่าวที่มนุษย์ใช้เรียกพระเจ้าแสดงให้เห็นว่ามนุษย์แทบทั้งโลกรู้จักพระเจ้ามาก่อนโดยเริ่มแรกเป็นการรู้จักทางวิญญาณ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเมื่อชาวมุสลิมครอบครัวใดมีทารกเกิดใหม่ ท่านนบีมุฮัมมัดได้สั่งมุสลิมให้กล่าวคำว่า อัลลอฮุอักบัรฺ”(พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่)ข้างหูของทารกเพื่อเตือนวิญญาณที่อาศัยร่างมนุษย์มายังโลกนี้ว่าอย่าลืมสัญญาที่ได้ทำไว้กับพระเจ้าก่อนที่จะถูกส่งมายังโลกนี้

          เมื่อศึกษาคัมภีร์ทางศาสนา เราพบว่ามนุษย์ในยุคแรกบนโลกใบนี้ไม่มีการปั้นหรือวาดรูปพระเจ้าขึ้นมาเคารพสักการะ เพราะมนุษย์เชื่อมั่นด้วยสติปัญญาและจิตใจว่าพระเจ้าเป็นสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่การมองไม่เห็นสิ่งใดๆมิได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี เพราะมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นอะไรอีกมากมายหลายอย่างที่มีอยู่อย่างเช่นวิญญาณของตน ดังนั้น การเคารพสักการะและการอธิษฐานใดๆจึงกระทำโดยตรงต่อพระเจ้าโดยไม่มีสื่อกลาง

          ตามที่ปรากฏในคัมภีร์กุรอาน มนุษย์เริ่มทำรูปเคารพขึ้นมาบูชาสักการะก่อนสมัยของโนอาห์ไม่นาน รูปเคารพเหล่านี้เกิดจากการปั้นหรือแกะสลักขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ของคนดีๆที่ล่วงลับไป แต่ผู้คนยังรักและนึกถึงคุณความดีของคนเหล่านั้น เมื่อนานวันเข้า รูปเคารพดังกล่าวนี้ได้มีมากขึ้นและผู้คนได้หันมาเคารพบูชาและอธิษฐานต่อรูปเคารพเหล่านี้แทนการเคารพสักการะและอธิษฐานต่อพระเจ้า

สภาพความหลงผิดของจิตวิญญาณเช่นนี้เองที่พระเจ้าได้ส่งโนอาห์มาตักเตือนผู้คนว่าอย่าเคารพกราบไหว้สิ่งถูกสร้าง เพราะในบรรดาสิ่งถูกสร้างด้วยกันนั้น มนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้างที่ประเสริฐที่สุด สิ่งถูกสร้างทั้งหลายไม่ว่าโลหะ หินหรือไม้ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์ มนุษย์ต้องเคารพสักการะพระเจ้าผู้ทรงสร้าง แต่เนื่องจากผู้คนเสพติดการบูชารูปเคารพกันอย่างลุ่มหลง พิธีกรรมต่างๆจึงปิดบังสติปัญญาอันเป็นตาใจของมนุษย์ ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่เชื่อฟังโนอาห์ ในที่สุด พระเจ้าก็ทรงลงโทษผู้คนในยุคนั้นโดยการให้น้ำท่วมโลก

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการบูชาสักการะรูปเคารพก็คือ เมื่อมีภัยพิบัตต่างๆเกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้ป่า น้ำท่วม พายุใหญ่ที่นำความหายนะมา มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะภัยพิบัติเหล่านี้ได้ แต่ด้วยความเชื่อที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่ดั้งเดิม มนุษย์จึงเชื่อว่าเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านั้นต้องมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เหล่านั้นอยู่ มนุษย์จึงอธิษฐานต่ออำนาจอันยิ่งใหญ่นั้น เมื่อปรากฏการณ์ภัยพิบัติสิ้นสุด มนุษย์จึงได้สร้างตัวแทนอำนาจนั้นขึ้นมาเคารพบูชา

ดังนั้น รูปปั้นของเทพเจ้าแห่งท้องทะเล เทพเจ้าแห่งขุนเขา เทพเจ้าแห่งธรณี เทพเจ้าแห่งสงคราม เทพีแห่งสันติภาพ เทพีแห่งความสมบูรณ์ และอื่นๆจึงเกิดขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์ เมื่อเกิดจากจินตนาการที่แตกต่างกัน เทพเจ้าก็ต้องพลอยมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน นับแต่นั้นมา การเคารพสักการะรูปเคารพเทพเจ้าเหล่านี้ก็แพร่หลายไปในหมู่มนุษย์ทุกมุมโลก

เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในความโง่เขลางมงายเช่นนี้ พระเจ้าจึงได้ส่งบรมครูในรูปของศาสดาหรือนบีมาตักเตือนและสั่งสอนมนุษย์ทุกชนชาติทุกยุคทุกสมัยให้รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง คำสอนหลักของทุกศาสดาจึงเหมือนกันหมดคือ พระเจ้าที่แท้จริงมีเพียงองค์เดียว พระองค์เป็นผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง มนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้าง พระเจ้าเท่านั้นที่มนุษย์ต้องเคารพสักการะ บนบาน อธิษฐานและเชื่อฟังและจงอย่าเคารพสักการะสิ่งใดนอกไปจากพระเจ้าองค์เดียว

เปิดคัมภีร์ของทุกศาสนาดู เราจะพบหลักธรรมคำสอนในทำนองนี้มีอยู่ในคัมภีร์ทุกเล่ม

การศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวเป็นแก่นคำสอนของทุกศาสนา เพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างกฎจักรวาลและพระองค์อีกเช่นกันที่เป็นผู้สร้างกฎศาสนา ไม่ใช่เทพเจ้าที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ดังนั้น อิสลามจึงถือว่า เริ่มแรกของศาสนาคือการศรัทธาในพระเจ้า

เนื่องจากกฎของจักรวาลและกฎของศาสนามาจากแหล่งเดียวกัน นั่นคือพระเจ้า ทั้งสองกฎนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน แน่นอนครับ ถ้ามนุษย์ไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า มนุษย์ก็จะไม่ยอมรับหรือเชื่อฟังคำบัญชาของพระองค์ซึ่งเป็นกฎของศาสนา ผลที่ตามมาก็คือความขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ ยิ่งมนุษย์ยึดเอาอารมณ์ของตนเองเป็นสรณะและบูชาอารมณ์ของตัวเองเป็นพระเจ้า ความโกลาหลวุ่นวายก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

แสวงหาสัจธรรมจากอิสลาม: ว่าด้วยเรื่องผลบุญของการละหมาดตะรอวีหฺ คืนที่ 1-30...

แสวงหาสัจธรรมจากอิสลาม: ว่าด้วยเรื่องผลบุญของการละหมาดตะรอวีหฺ คืนที่ 1-30...: โปรดจงรู้ว่า คุณค่าของแต่ละวัน ที่ท่านได้ไปละหมาดตะรอวีห ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์เพื่ออัลเลาะห์นั้น สิ่งที่ท่านจะได้รับ นั้นมากมาย และยิ่ง...



- ละหมาดลวกๆ... เหมือนอีกาจิก
- หันรีหันขวาง... เหมือนสุนัขจิ้งจอก
- หมอบราบ... เหมือนสิงโต
- แนบพิง... เหมือนสุนัข
- ติดยึดอยู่ที่เดิม... เหมือนอูฐ (คือ การยึดเอาตำแหน่งเดิมในมัสญิดทุกครั้งที่ละหมาด ไม่ยอมละหมาดบริเวณอื่น)
- ละหมาดในคอกอูฐ... เพราะมันถูกสร้างจากชัยฏอน

.............................................................................
เรียบเรียงโดย :เชคมูฮัมหมัดศอและฮฺ อัลมูนัจญิด
Ruch Muslimah โพส

ความหมายคำกล่าวในละหมาด


اَللهُ أَكْبَرُ
อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่

اَللهُ أَكْبَرُ كَبِيْرًا
อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
وَالْحَمْدُ ِللهِ كَثِيْرًا
การสรรเสริญอันมากมายเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์
وَ سُبْحَانَ اللهِ بُكْرَةً وَّ أَصِيْلاً
ขอถวายความบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺทั้งในยามเช้าและยามเย็น
وَجَّهْتُ وَجْهِيَ لِلَّذِيْ فَطَرَ السَّمَاوَاتِ وَ اْلأَرْضَ حَنِيْفًا مُّسْلِمًا وَّ مَا أَنَا مِنَ اْلمُشْرِكِيْنَ
ข้าพเจ้ามุ่งมั่นในการปฏิบัติความดีของข้าพเจ้าแด่ผู้ทรงสร้างฟากฟ้าและผืนดิน โดยมุ่งสู่ศาสนาอันเที่ยงแท้ด้วยจิตน้อมรับ โดยข้าพเจ้ามิใช่ผู้ตั้งภาคีใดๆต่อพระองค์
إِنَّ صَلاَتِيْ وَ نُسُكِيْ وَ مَحْيَايَ وَ مَمَاتِيْ ِللهِ رَبِّ الْعَالَمِيْنَ
แท้จริงการละหมาดของข้าพเจ้า การปฏิบัติความดีของข้าพเจ้า การมีชีวิตของข้าพเจ้าและการสิ้นชีวิตของข้าพเจ้านั้นถวายเพื่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงอภิบาลของสรรพสิ่งทั้งมวล
لاَ شَرِيْكَ لَهُ وَ بِذٰلِكَ أُمِرْتُ وَ أَنَا مِنَ الْمُسْلِمِيْنَ
ไม่มีสิ่งใดเป็นภาคีเทียบเทียมพระองค์ และเช่นนี้คือสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชา
โดยข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งจากเหล่าผู้สักการะพระองค์เพียงพระองค์เดียว

أَعُوْذُ بِاللهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ .
ข้าพเจ้าขอความคุ้มครองด้วยอัลลอฮฺ ให้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายจากซัยตอนที่ถูกสาปแช่ง
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمٰنِ الرَّحِيْمِ ١
1. ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความปรานี
اَلْحَمْدُ لِلّٰهِ رَبِّ الْعٰلَمِيْنَ ٢
2. การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลของสรรพสิ่งทั้งมวล
اَلرَّحْمٰنِ الرَّحِيْمِ ٣
3. ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความปรานี
مٰلِكِ يَوْمِ الدِّيْنِ ٤
4. ผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดในวันแห่งการตอบแทน
إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَ إِيَّاكَ نَسْـتَعِيْنُ ٥
5. พระองค์เท่านั้นที่พวกเราสักการะ และพระองค์เท่านั้นที่พวกเราขอความช่วยเหลือ
اِهْدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْـتَقِيْمَ ٦
6. โปรดชี้นำพวกเราสู่แนวทางอันเที่ยงตรง
صِرَاطَ الَّذِيْنَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوْبِ عَلَيْهِمْ وَ لاَ الضَّالِّيْنَ ٧
7. อันเป็นแนวทางของผู้ซึ่งพระองค์ทรงมอบความเมตตาแก่พวกเขา ไม่ใช่แนวทางของผู้ที่พระองค์ทรงกริ้วโกรธพวกเขา และไม่ใช่แนวทางของผู้หลงผิดทั้งหลาย.
آمِيْنَ
ขอพระองค์โปรดรับคำวิงวอนด้วยเทอญ

سُبْحَانَ رَبِّيَ الْعَظِيْمِ وَبِحَمْدِهِ
ขอถวายความบริสุทธิ์แด่ผู้ทรงอภิบาลของข้าพเจ้า ผู้ทรงยิ่งใหญ่ และขอน้อมถวายการสรรเสริญแด่พระองค์

سَمِعَ اللهُ لِمَنْ حَمِدَهُ
อัลลอฮ์ทรงได้ยิน(ตอบแทนผลบุญแก่)ผู้กล่าวสรรเสริญพระองค์เสมอ

رَبَّنَا لَكَ الْحَمْدُ
โอ้ผู้ทรงอภิบาลของเรา การสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์เพียงผู้เดียว

سُبْحَانَ رَبِّيَ اْلأَعْلَى وَبِحَمْدِهِ
ขอถวายความบริสุทธิ์แด่ผู้ทรงอภิบาลของข้าพเจ้า ผู้ทรงสูงส่ง และขอน้อมถวายการสรรเสริญแด่พระองค์

رَبِّ اغْفِرْلِيْ وَارْحَمْنِيْ وَاجْبُرْنِيْ وَارْفَعْنِيْ وَارْزُقْنِيْ وَاهْدِنِيْ وَعَافِنِيْ وَاعْفُ عَنِّيْ
โอ้ทรงผู้อภิบาลของข้าพเจ้า โปรดอภัยโทษแก่ข้าพเจ้า โปรดเมตตาข้าพเจ้า โปรดแก้ไขจุดบกพร่องแก่ข้าพเจ้า โปรดยกย่องข้าพเจ้า โปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่ข้าพเจ้า โปรดชี้ทางนำแก่ข้าพเจ้า โปรดประทานความสุขแก่ข้าพเจ้า และโปรดยกโทษให้ข้าพเจ้า

اَلتَّحِيَّاتُ اْلمُبَارَكَاتُ الصَّلَوَاتُ الطَّـيِّبَاتُ ِللهِ
การสรรเสริญอันมงคลและการปฏิบัติคุณความดีอันบริสุทธิ์ทั้งหลายเป็นสิทธิ์แด่อัลลอฮฺ
اَلسَّلاَمُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَ رَحْمَةُ اللهِ وَ بَرَكَاتُهُ
ความศานติ ความเมตตาและสิริมงคลทั้งมวลจากอัลลอฮ์จงประสบแก่เจ้าโอ้(มุอำมัด)นบีของเรา
اَلسَّلاَمُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللهِ الصَّالِحِيْنَ
ความสันติสุขโปรดประสบแก่พวกเรา และโปรดประสบแก่บ่าวของอัลลอฮฺทั้งมวลที่มีความประพฤติดีงาม
أَشْهَدُ أَن لَّا إِلٰهَ إِلَّا اللهُ وَ أَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا رَّسُوْلُ اللهِ
ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าใดๆนอกจากอัลลอฮฺ และข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่ามุฮำมัดเป็นร่อซู้ล(ศาสนทูต)ของพระองค์

اَللّهُمَّ صَلِّ عَلَى سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ ، وَ عَلَى آلِ سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ
โอ้อัลลอฮฺโปรดประทานพรอันประเสริฐแด่มุฮำมัดผู้นำของเรา
และแก่วงศ์วานของมุฮำมัดผู้นำของเรา
كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى سَيِّدِنَا إِبْرَاهِيْمَ ، وَ عَلَى آلِ سَيِّدِنَا إِبْرَاهِيْمَ
ดั่งที่พระองค์ได้ประทานพรอันประเสริฐแด่อิบรอฮีมผู้นำของเรา
และแก่วงศ์วานของอิบรอฮีมผู้นำของเรา
وَبَارِكْ عَلَى سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ ، وَعَلَى آلِ سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ
โปรดประทานสิริมงคลแด่มุฮำมัดผู้นำของเรา และแก่วงศ์วานของมุฮำมัดผู้นำของเรา
كَمَا بَارَكْتَ عَلَى سَيِّدِنَا إِبْرَاهِيْمَ ، وَ عَلَى آلِ سَيِّدِنَا إِبْرَاهِيْمَ
ดั่งที่พระองค์ได้ประทานสิริมงคลแด่อิบรอฮีมผู้นำของเรา
และแก่วงศ์วานของอิบรอฮีมผู้นำของเรา
فِي الْعَالَمِيْنَ إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَّجِيْدٌ
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
ผู้ทรงได้รับเกียรติจากสรรพสิ่งต่างๆทั้งมวล

اَلسَّلاَمُ عَلَيْكُمْ وَ رَحْمَةُ اللهِ
ความสุขสันติและความเมตตาจากอัลลอฮฺโปรดประสบแก่พวกท่าน

اَللّهُمَّ إِنِّيْ أَسْأَلُكَ رِضَاكَ وَ الْجَنَّةَ ، وَ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ سَخَطِكَ وَ النَّارِ
โอ้อัลลอฮฺ ข้าพเจ้าวอนขอพระองค์ซึ่งความพึงพอพระหทัยจากพระองค์และสวรรค์ และข้าพเจ้าขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ให้รอดพ้นจากความกริ้วโกรธของพระองค์และนรก

اَللّهُمَّ أَذْهِبْ عَنِّي الْهَمَّ وَ الْحَزَنَ .
โอ้อัลลอฮฺ โปรดขจัดความกลัดกลุ้มและความโศกเศร้าให้พ้นไปจากตัวข้าพเจ้า

ซูเราะฮฺอัลกาฟิรูน
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمٰنِ الرَّحِيْمِ
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความปรานี
قُلْ يَا أَيُّهَا الْكَافِرُونَ
เจ้าจงกล่าวเถิดว่า โอ้ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย
لَا أَعْبُدُ مَا تَعْبُدُونَ
ฉันจะไม่สักการะสิ่งที่พวกท่านสักการะ
وَلَا أَنْتُمْ عَابِدُونَ مَا أَعْبُدُ
และพวกท่านไม่ใช่ผู้สักการะสิ่งที่ฉันสักการะ
وَلَا أَنَا عَابِدٌ مَا عَبَدْتُمْ
และฉันย่อมไม่ใช่ผู้สักการะสิ่งที่พวกท่านสักการะ
وَلَا أَنْتُمْ عَابِدُونَ مَا أَعْبُدُ
และพวกท่านย่อมไม่ใช่ผู้สักการะสิ่งที่ฉันสักการะ
لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِينِ
พวกท่านย่อมมีสิทธิ์ในศาสนาของพวกท่าน และฉันย่อมมีสิทธิ์ในศาสนาของฉัน

ซูเราะฮ์อัลอิคล๊าศ
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمٰنِ الرَّحِيْمِ
ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความปรานี
قُلْ هُوَ اللَّهُ أَحَدٌ
เจ้าจงกล่าวเถิดว่า พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ
اللَّهُ الصَّمَدُ
อัลลอฮฺ คือผู้ทรงเป็นที่พึ่งของทุกสิ่ง
لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُولَدْ
พระองค์ไม่มีบุตร และพระองค์ไม่ถูกกำเนิด
وَلَمْ يَكُنْ لَهُ كُفُوًا أَحَدٌ
และไม่มีผู้ใดเทียบเทียม(หรือเสมอเหมือน)พระองค์

ดุอากุหนูต (دُعَاءُ الْقُنُوْتِ)
اَللّٰهُمَّ اهْدِنِيْ فِيْمَنْ هَدَيْتَ / اَللّٰهُمَّ اهْدِنَا فِيْمَنْ هَدَيْتَ
โอ้อัลลอฮฺ โปรดประทานทางนำแก่ฉัน ให้รวมอยู่ในกลุ่มชนที่พระองค์ทรงประทานทางนำแก่พวกเขา
وَ عَافِنِيْ فِيْمَنْ عَافَيْتَ / وَ عَافِنَا فِيْمَنْ عَافَيْتَ.
และโปรดประทานความสำเร็จแก่ฉัน ให้รวมอยู่ในกลุ่มชนที่พระองค์ทรงประทานความสำเร็จแก่พวกเขา
وَ تَوَلَّنِيْ فِيْمَنْ تَوَلَّيْتَ / وَ تَوَلَّنَا فِيْمَنْ تَوَلَّيْتَ
และโปรดให้ฉันใกล้ชิด(พระองค์) ให้รวมอยู่ในกลุ่มชนที่พระองค์ทรงให้พวกเขาใกล้ชิด
وَ بَارِكْ لِيْ فِيْمَا أَعْطَيْتَ / وَ بَارِكْ لَنَا فِيْمَا أَعْطَيْتَ.
และโปรดประทานความจำเริญแก่ฉัน ในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้มา
وَ قِنِيْ شَرَّ مَاقَضَيْتَ / وَ قِنَا شَرَّ مَاقَضَيْتَ
และโปรดปกป้องฉันให้รอดพ้นจากสิ่งเลวร้ายจากกำหนดของพระองค์
فَإِنَّكَ تَقْضِيْ وَ لاَ يُقْضَى عَلَيْكَ
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงกำหนด และไม่มีกำหนดใดลิขิตพระองค์ได้
وَ إِنَّهُ لاَ يَذِلُّ مَن وَّالَيْتَ
และแท้จริง ผู้ที่พระองค์ทรงช่วยเหลือ ย่อมไม่ตกต่ำ
وَ لاَ يَعِزُّ مَنْ عَادَيْتَ
และ(แท้จริง) ผู้ที่พระองค์ทรงพิโรธ ย่อมไร้เกียรติ
تَبَارَكْتَ رَبَّنَا وَ تَعَالَيْتَ
พระองค์ทรงบริสุทธิ์ โอ้ผู้ทรงอภิบาลของพวกเรา และทรงสูงส่งยิ่ง
فَلَكَ الْحَمْدُ عَلَى مَا قَضَيْتَ
ขอถวายการสรรเสริญแด่พระองค์ สมที่พระองค์ทรงลิขิต
أَسْتَغْفِرُكَ وَ أَتُوْبُ إِلَيْكَ / نَسْتَغْفِرُكَ وَ نَتُوْبُ إِلَيْكَ
ฉันขออภัยโทษจากพระองค์ และขอสำนึกผิดต่อพระองค์
وَ صَلَّى اللهُ عَلَى سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ وَ عَلَى آلِهِ وَ صَحْبِهِ وَ سَلَّمَ
และขออัลลอฮฺโปรดประทานพรและความศานติแด่มุฮำมัด

และแด่วงศ์วานและสาวกของพระองค์

การอุ้มเด็กขณะละหมาด



รายงานจากอบีก่อตาดะฮ์ อัลอันซอรีย์ เขากล่าวว่า
رَأَيْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَؤُمُّ النَّاسَ وَأُمَامَةُ بِنْتُ أَبِي الْعَاصِ وَهِيَ ابْنَةُ زَيْنَبَ بِنْتِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَلَى عَاتِقِهِ فَإِذَا رَكَعَ وَضَعَهَا وَإِذَا رَفَعَ مِنْ السُّجُودِ أَعَادَهَا
"ฉันได้เห็นท่านนบี ซ.ล. กำลังเป็นอิมามนำละหมาดผู้คนทั้งหลาย
โดย(หลานสาวของท่านนบีคือ)อุมามะฮ์ บุตรสาว อะบีลอาซฺ
และเป็นบุตรสาวของท่านนางซัยนับ บุตรี ของท่านนบี ซ.ล.
ได้อยู่บนต้นคอของท่านนบี ซ.ล. เมื่อท่านได้ก้มลงร่อกั๊วะ ท่านก็จะวางอุมามะฮ์
และเมื่อท่านขึ้นจากสุยูด ท่านก็หวนกลับเอาอุมามะฮ์(มาแบกไว้ที่ต้นคอ)"
รายงานโดยบุคอรี (486) และมุสลิม (845)
-------------------------------------
รายงานจากอบีกอตาดะฮ์ ร่อฎิญัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทำหน้าที่เป็นผู้นำประชาชนในการละหมาด และอุมามะฮ์บุตรสาวของอบี-อัลอาส เป็นบุตรสาวของไซหนับ ซึ่งเป็นบุตรสาวของท่านรสูล (หมายความว่า อุมามะฮ์ เป็นหลานสาวของท่านรสูล) ขี่อยู่บนคอของท่าน เมื่อท่านก้มลงรู่กัะอ์ ได้วางอุมามะฮ์ไว้ และเมื่อเงยจากสุญูดได้จับอุมามะฮ์มาไว้บนคออีก"
(บันทึกหะดิษโดยบุอคอรี มุสลิม และอบูดาวูด)
-------------------------------------
จากรายงานฮะดีษของท่านอะบู ฆอตาดะฮฺ
(ขออัลลอฮฺ ทรงประทานความเมตตาแด่ท่าน) ที่ระบุว่า
วันหนึ่งท่านนบี ได้ทำการนำละหมาดอยู่ โดยที่ท่านอุ้มท่านหญิงอุมมามะฮฺ
ซึ่งเป็นบุตรของท่านหญิงซัยหนับ บุตรสาวของท่านนบี
ซึ่งเมื่อท่านนบี จะทำการสุญูด ท่านจะวางท่านหญิงลง
และเมื่อท่านทำการยืนละหมาด ท่านก็ได้ทำการอุ้มท่านหญิงขึ้นอีกครั้ง"
----------------------------
ในขณะที่ท่านนบี ซ.ล. ยืนละหมาดอยู่
ท่านได้ทำการอุ้มท่านหญิงอุมามะฮฺ หลานสาวของท่าน
ซึ่งเป็นลูกของท่านหญิงซัยหนับ ซึ่งเป็นบุตรสาวของท่าน
และได้วางท่านหญิงลงเมื่อท่านจะทำการสุญูด
(อัล-บุคอรี 5996 มุสลิม 543)

ปล. ภาพอาจจะไม่สอดคล้องกับฮะดีษซะทีเดียวนะครับ เป็นเพียงตัวอย่างให้พอเห็นภาพ อินชาอัลลอฮ์

เงือนไขอิบาดะฮที่ถูกตอบรับ

อัลลอฮตะอาลาตรัสว่า ٌ فَمَن كَانَ يَرْجُو لِقَاء رَبِّهِ فَلْيَعْمَلْ عَمَلًا صَالِحًا وَلَا يُشْرِكْ بِعِبَادَةِ رَبِّهِ أَحَدًا ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย อัล-กะฮฺฟฺ :110 อิบนุกะษีร ได้อธิบ ายว่า فَمَنْ كَانَ يَرْجُو لِقَاءَ رَبِّهِ أَيْ: ثَوَابَهُ وَجَزَاءَهُ الصَّالِحَ، {فَلْيَعْمَلْ عَمَلا صَالِحًا}، مَا كَانَ مُوَافِقًا لِشَرْعِ اللَّهِ {وَلا يُشْرِكْ بِعِبَادَةِ رَبِّهِ أَحَدًا} وَهُوَ الَّذِي يُرَادُ بِهِ وَجْهُ اللَّهِ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، وَهَذَانَ رُكْنَا الْعَمَلِ الْمُتَقَبَّلِ. لَا بُدَّ أَنْ يَكُونَ خَالِصًا لِلَّهِ، صوابُا عَلَى شَرِيعَةِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ (ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา) หมายถึง ผลบุญของพระองค์และผลตอบแทนของพระองค์ที่ดี (ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี) หมายถึง สิ่งที่ตรงกับการบัญญัติของอัลลอฮ (และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย) โดยที่เขา คือผู้ที่มีจุดประสงค์ด้วยมัน เพื่อพระพักต์ของอัลลอฮแต่พระองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ แก่พระองค์ และนี้คือ หลักสำคัญสองประการ ของการงานที่ถูกรับรองคือ ๑. การงานนั้นจะต้องบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ ๒. ถูกต้องตรงตามบทบัญญัติ(ชะรีอัต)ของรซูลลุลลอฮ (ศอ็ลฯ) – ดู ตัฟสีรอิบนุกะษีร ๕/๒๐๕ والله أعلم بالصواب