ใครว่าพระเจ้าไม่มี
บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน
ความเชื่ออย่างหนึ่งที่มีอยู่ในความคิดจิตใจของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือความเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงแม้มนุษย์จะมองไม่เห็นพระองค์ก็ตาม
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์กุรอาน
ก่อนวิญญาณจะถูกส่งมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้
พระเจ้าได้ให้วิญญาณทั้งหมดยืนยันกับพระองค์ก่อนว่าพระองค์เป็นพระเจ้าของพวกมัน
หลังจากดวงวิญญาณทั้งหมดยอมรับแล้ว
วิญญาณเหล่านั้นได้ถูกทยอยส่งมาเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้
แต่เนื่องจากมนุษย์มีภาษาพูดที่แตกต่างกัน
ดังนั้น พระเจ้าจึงถูกมนุษย์เรียกในภาษาที่ต่างกัน เช่น God ในภาษาอังกฤษ “ตุฮัน”ในภาษามลายู
“คุดาห์”ในภาษาเปอร์เซียและอุรฺดู “ชิน”ในภาษาญี่ปุ่น
“พรหม”ในภาษาสันสกฤต “เยโฮวาห์”ในภาษาฮิบรู
“อะฮูรามาซดะ”ในคัมภีร์ศาสนาโซโรแอสเตอร์
และ “อัลลอฮฺ”ในภาษาอาหรับ
เป็นต้น
ด้วยภาษาต่างๆดังกล่าวที่มนุษย์ใช้เรียกพระเจ้าแสดงให้เห็นว่ามนุษย์แทบทั้งโลกรู้จักพระเจ้ามาก่อนโดยเริ่มแรกเป็นการรู้จักทางวิญญาณ
นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเมื่อชาวมุสลิมครอบครัวใดมีทารกเกิดใหม่
ท่านนบีมุฮัมมัดได้สั่งมุสลิมให้กล่าวคำว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ”(พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่)ข้างหูของทารกเพื่อเตือนวิญญาณที่อาศัยร่างมนุษย์มายังโลกนี้ว่าอย่าลืมสัญญาที่ได้ทำไว้กับพระเจ้าก่อนที่จะถูกส่งมายังโลกนี้
เมื่อศึกษาคัมภีร์ทางศาสนา
เราพบว่ามนุษย์ในยุคแรกบนโลกใบนี้ไม่มีการปั้นหรือวาดรูปพระเจ้าขึ้นมาเคารพสักการะ
เพราะมนุษย์เชื่อมั่นด้วยสติปัญญาและจิตใจว่าพระเจ้าเป็นสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็น
แต่การมองไม่เห็นสิ่งใดๆมิได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี
เพราะมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นอะไรอีกมากมายหลายอย่างที่มีอยู่อย่างเช่นวิญญาณของตน
ดังนั้น การเคารพสักการะและการอธิษฐานใดๆจึงกระทำโดยตรงต่อพระเจ้าโดยไม่มีสื่อกลาง
ตามที่ปรากฏในคัมภีร์กุรอาน
มนุษย์เริ่มทำรูปเคารพขึ้นมาบูชาสักการะก่อนสมัยของโนอาห์ไม่นาน
รูปเคารพเหล่านี้เกิดจากการปั้นหรือแกะสลักขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ของคนดีๆที่ล่วงลับไป
แต่ผู้คนยังรักและนึกถึงคุณความดีของคนเหล่านั้น เมื่อนานวันเข้า รูปเคารพดังกล่าวนี้ได้มีมากขึ้นและผู้คนได้หันมาเคารพบูชาและอธิษฐานต่อรูปเคารพเหล่านี้แทนการเคารพสักการะและอธิษฐานต่อพระเจ้า
สภาพความหลงผิดของจิตวิญญาณเช่นนี้เองที่พระเจ้าได้ส่งโนอาห์มาตักเตือนผู้คนว่าอย่าเคารพกราบไหว้สิ่งถูกสร้าง
เพราะในบรรดาสิ่งถูกสร้างด้วยกันนั้น มนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้างที่ประเสริฐที่สุด
สิ่งถูกสร้างทั้งหลายไม่ว่าโลหะ หินหรือไม้ล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์
มนุษย์ต้องเคารพสักการะพระเจ้าผู้ทรงสร้าง
แต่เนื่องจากผู้คนเสพติดการบูชารูปเคารพกันอย่างลุ่มหลง
พิธีกรรมต่างๆจึงปิดบังสติปัญญาอันเป็นตาใจของมนุษย์
ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่เชื่อฟังโนอาห์ ในที่สุด
พระเจ้าก็ทรงลงโทษผู้คนในยุคนั้นโดยการให้น้ำท่วมโลก
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการบูชาสักการะรูปเคารพก็คือ
เมื่อมีภัยพิบัตต่างๆเกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ไฟไหม้ป่า น้ำท่วม
พายุใหญ่ที่นำความหายนะมา มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะภัยพิบัติเหล่านี้ได้
แต่ด้วยความเชื่อที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ตั้งแต่ดั้งเดิม มนุษย์จึงเชื่อว่าเบื้องหลังภัยพิบัติเหล่านั้นต้องมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เหล่านั้นอยู่
มนุษย์จึงอธิษฐานต่ออำนาจอันยิ่งใหญ่นั้น เมื่อปรากฏการณ์ภัยพิบัติสิ้นสุด
มนุษย์จึงได้สร้างตัวแทนอำนาจนั้นขึ้นมาเคารพบูชา
ดังนั้น รูปปั้นของเทพเจ้าแห่งท้องทะเล
เทพเจ้าแห่งขุนเขา เทพเจ้าแห่งธรณี เทพเจ้าแห่งสงคราม เทพีแห่งสันติภาพ
เทพีแห่งความสมบูรณ์ และอื่นๆจึงเกิดขึ้นจากจินตนาการของมนุษย์
เมื่อเกิดจากจินตนาการที่แตกต่างกัน
เทพเจ้าก็ต้องพลอยมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกัน นับแต่นั้นมา
การเคารพสักการะรูปเคารพเทพเจ้าเหล่านี้ก็แพร่หลายไปในหมู่มนุษย์ทุกมุมโลก
เมื่อมนุษย์ตกอยู่ในความโง่เขลางมงายเช่นนี้
พระเจ้าจึงได้ส่งบรมครูในรูปของศาสดาหรือนบีมาตักเตือนและสั่งสอนมนุษย์ทุกชนชาติทุกยุคทุกสมัยให้รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง
คำสอนหลักของทุกศาสดาจึงเหมือนกันหมดคือ “พระเจ้าที่แท้จริงมีเพียงองค์เดียว
พระองค์เป็นผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง มนุษย์เป็นสิ่งถูกสร้าง
พระเจ้าเท่านั้นที่มนุษย์ต้องเคารพสักการะ บนบาน
อธิษฐานและเชื่อฟังและจงอย่าเคารพสักการะสิ่งใดนอกไปจากพระเจ้าองค์เดียว”
เปิดคัมภีร์ของทุกศาสนาดู
เราจะพบหลักธรรมคำสอนในทำนองนี้มีอยู่ในคัมภีร์ทุกเล่ม
การศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวเป็นแก่นคำสอนของทุกศาสนา
เพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างกฎจักรวาลและพระองค์อีกเช่นกันที่เป็นผู้สร้างกฎศาสนา
ไม่ใช่เทพเจ้าที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ดังนั้น อิสลามจึงถือว่า “เริ่มแรกของศาสนาคือการศรัทธาในพระเจ้า”
เนื่องจากกฎของจักรวาลและกฎของศาสนามาจากแหล่งเดียวกัน
นั่นคือพระเจ้า ทั้งสองกฎนี้จึงไม่ขัดแย้งกัน แน่นอนครับ
ถ้ามนุษย์ไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า
มนุษย์ก็จะไม่ยอมรับหรือเชื่อฟังคำบัญชาของพระองค์ซึ่งเป็นกฎของศาสนา
ผลที่ตามมาก็คือความขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ ยิ่งมนุษย์ยึดเอาอารมณ์ของตนเองเป็นสรณะและบูชาอารมณ์ของตัวเองเป็นพระเจ้า
ความโกลาหลวุ่นวายก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
